| หลวงพ่อรวย

หลวงพ่อรวย ถือกำเนิดเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๔ เป็นบุตรคนที่ ๖ ในจำนวนพี่น้องร่วมอุทรเดียวกัน ๘ คน (ชาย ๓ คน หญิง ๕ คน) ของคุณโยมบิดามี โยมมารดาสินลา ศรฤทธิ์(บรรพบุรุษของสกุลศรฤทธิ์นี้ เป็นเชื้อสายชาวกรุงศรีสัตนาคนหุต) ณ บ้านตะโก หมู่ที่ ๒ ต.ดอนหญ้านาง อ.ภาชี จ.พระนครศรีอยุธยา
ชีวิตในปฐมวัย มีความเป็นอยู่เหมือนๆกับเด็กชนบททั่วไป คือได้ช่วยเหลือพ่อแม่ประกอบอาชีพทางด้านเกษตรอันถือได้ว่าเป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำมาแต่บรรพชน ทั้งช่วยเหลือเลี้ยงดูเลี้ยงสัตว์ เช่น วัว ควาย มาโดยตลออด
ส่วนการศึกษาเมื่ออายุได้ ๑๒ ปี ได้เข้ารับการศึกาาเบื้องต้นในโรงเรียนวัดตะโก เพราะเด็กๆในสมัยนั้นยังไม่มีโรงเรียนประถมศึกษาของทางราชการในละแวกตำบลดอนหญ้านาง ต้องอาศัยพระสงฆ์เป็นครูสอนบนศาลาการเปรียญของวัด จนมีความรู้อ่านออกเขียนได้ มีความรู้เทียบได้ชั้นประถมปีที่ ๔ ก็ออกจากโรงเรียน
เมื่ออายุ ๑๖ ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดตะโก โดยมีพระสมุห์บุญช่วย เจ้าอาวาสเป็นพระอุปัชฌาย์ ในที่ครองเพศพรหมจรรย์ ท่านได้ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยในด้านคันถธุระ(พระปริยัติธรรม) สามารถสอบได้นักธรรมชั้นตรี
อายุครบบวช ราว พ.ศ.๒๔๘๔ ก็อุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดตะโก โดยมีพระครูสุนทรธรรมนิวิฐ(หลวงพ่อชื่น) เจ้าอาวาสวัดภาชี เจ้าคณะอำเภอภาชีเป็นพระอุปัชฌาย์ พระปลัดจ้อย เจ้าอาวาสวัดวิมลสุนทร เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระสมุห์บุญช่วย เจ้าอาวาสวัดตะโก(ในขณะนั้น) เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับสมณฉายาว่า "ปาสาทิโก"
ครั้นอุปสมบทแล้ว อยู่จำพรรษาที่วัดตะโกเรื่อยมา ได้ศึกษาด้านคันถธุระพระปริยัติธรรมเพิ่มเติม จนสอบได้นักธรรมชั้นโท ใน พ.ศ. ๒๔๘๕ และสอบได้นักธรรมชั้นเอกใน พ.ศ. ๒๔๘๗
หลังจากจบนักธรรมเอกแล้ว ท่านคิดว่าเป็นการเพียงพอสำหรับด้านคันถธุระแล้ว เพราะพระที่อยู่ตามชนบทบ้านนอกพอที่จะรักาาพระธรรมวินัยเพศพรหมจรรย์ให้รุ่งเรือง และเป็นนำสอนชาวบ้านได้แล้ว ท่านก็หันมาสนใจทางด้านวิปัสสนาธุระ โดยมองเห็นประโยชน์ในด้านการปฎิบัติ เมื่อเป็นเช่นั้นก็ออกเดินทางไปฝากตัวเป็นศิษย์ศึกาาเรียนพระกรรมฐานกับ ครูบาอาจารย์เก่งๆในยุคนั้น อาทิเช่น
๑.หลวงพ่อชื่น วัดภาชี อยุธยา เชี่ยวชาญด้านวิปัสสนากรรมฐานที่สืบทอดพุทธคมมาจากหลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติ เป็นที่รู้จักกันดีในยุคนั้น ซึ่งมีศิษย์ที่ศึกษาวิชาจากหลวงพ่อกลั่นมากมาย อาทิ หลวงพ่อใหญ่ หลวงพ่ออั้น หลวงพ่อเภา หลวงพ่อศรี หลวงปู่ดู่ และหลวงพ่อชืน ศิษย์ของหลวงพ่อกลั่นที่กล่าวถึงทั้งหมดนี้ ปัจจุบันได้มรณภาพไปหมดแล้ว ซึ่งแต่ละองค์ล้วนมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดี
หลวงพ่อรวย ท่านเดินทางไปศึกษาวิปัสสนากับหลวงพ่อชื่น วัดภาชี ได้รับการถ่ายทอดสรรพวิทยาคมต่างๆมากมายจนเป็นที่พอใจ
๒.หลวงพ่อแจ่ม วัดวังแดงเหนือ เชี่ยวชาญเวทมนตร์คาถาอาคม ได้ถ่ายทอดสรรพวิชาให้หลวงพ่อรวยทุกอย่าง อาศัยความขยันหมั่นเพียนและความตั้งใจมุ่งมั่นจึงก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว จนวิชาที่เล่าเรียนปฏิบัติเข้มขลังในพลังแห่งวิทยาคมสูงส่ง
ในความเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์อภินิหารเกิดจากบุญฤทธิ์ของหลวงพ่อรวย ซึ่งปรากฎให้เห็นและเล่าขานกันหมู่ศิษยานุศิษย์ เป็นที่ยอมรับเชื่อถือศรัทธา ดังเรื่องต่อไปนี้
๑.ปืนยิงไม่ออก เมื่อครั้งที่มีงานวางศิลาฤกษ์โรงเรียนบ้านตะโก-ดอนหญ้านาง ขณะที่พระสงฆ์ได้เจริญพระพุทธมนต์ชะยันโต โดยที่หลวงพ่อรวย ได้ประกอบพิธีเจิมแผ่นศิลาฤกษ์อยู่นั้น ได้มีกำนันแสวง โชคชัย คิดอย่างไรไม่ทราบ ก็ชักปืน ๙ มม. หวังจะยิงข้ามสายสิญจน์ แต่เมื่อยิงปรากฏว่าปืนยิงไม่ออกถึง ๖ ครั้งด้วยกัน
อีกคราวหนึ่ง คนๆเดียวกันแต่ต่างสถานที่กัน เหตุเกิดขึ้นในวัดเปิดป้ายที่ทำการกำนันตำบลดอนหญ้านาง ขณะนั้นหลวงพ่อรวยได้เจิมป้ายอยู่ กำนันแสวง(คนเดิม) ก็นึกครึ้มใจชักปืนออกมายิงอีก โดยยิงข้ามป้ายที่ทำการกำนัน ปรากฏว่ายิงไม่ออกเช่นเคย ครั้งสุดท้ายกำนันแสวง ได้สวมบทบาทอีกครั้ง แต่คราวนี้เกิดในงานยกช่อฟ้าศาลาการเปรียญวัดตะโก เรียกว่าไปยิงกันถึงถิ่นวัดกันเลยทีเดียว ในขณะที่หลวงพ่อรวยและชาวบ้านกำลังเข้าแถวจับสายสิญจน์เพื่ออัญเชิญช่อฟ้าขึ้นประดิษฐานบนแท่น กำนันแสวงได้แผลงฤทธิ์ชักปืน (อยากลอง)ยิงข้ามสายสิญจน์(อาจไม่แน่ใจตัวเองจากครั้งก่อนๆก็ได้) ปปรากฏว่า "ปืนยิงไม่ออกกลับกลายสภาพเป็นท่อนเหล็กธรรมดาไปโดยปริยาย (โทษหนัก) ยิงก็ไม่ออกแถมปืนเสมือนเศษเหล็ก แต่พอหันปากกระบอกปืนไปทางอื่น เสียงดังสนั่น"
กำนันแสวงคงรู้สำนึกตัวเองถึงกับก้มลงกราบหลวงพ่อรวยท่ามกลางประชาชนมากมายที่อยู่ในงานประจักษ์ในเหตุการณ์ครั้งนั้น ทั้งนี้เพื่อขอขมาโทษต่อหลวงพ่อรวย ที่ตนเองลบหลู่แล้วกล่าวเสียงดังฟังชัดว่า
"ผมยอมแล้วครับหลวงพ่อ" กำนันอาจคิดได้ในใจว่านี้เราได้หมิ่นอิทธานุภาพบุญฤทธิ์ต่อหลวงพ่อเป็นบาปอย่างใหญ่หลวงแล้ว
หลวงพ่อรวย ไม่ได้แสดงอาการอย่างอื่นใด ดูเหมือนว่าท่านจะรู้เห็นการณ์ล่วงหน้าด้วยซ้ำไป
๒.ทดสอบวิชา อาจารย์เหลือ เภาดี อดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านยาง อ.เสาไห้ จ.สระบุรี(ลาสิกขาแล้ว) ในสมัยที่ยังเป็นพระมีวิชาอาคมพอตัว ว่ากันว่าเจริญวิปัสสนากรรมฐานถึงได้ญานสมาบัติ(ณานสมาบัติเสื่อมได้อย่างพระเทวทัตเป็นต้น) รู้สิ่งเร้นลับต่างๆได้เป็นอย่างดี เมื่อทราบว่าหลวงพ่อรวย วัดตะโกท่านแก่งวิชาอาคมเล่าลือกันทั้งทรงคุณธรรมด้านวิปัสสนากรรมฐานล้ำเลิศ จึงอยากจะทดสอบวิชาให้เป็นที่ประจักษ์สักครั้ง
เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๗ อาจารย์เหลือเดินทางไปวัดตะโก พอไปถึงหน้ากุฏิหลวงพ่อรวย ก็ไม่เข้าไปกราบนมัสการ เรียกว่าไปเยือนอย่างบุรุษวิกาลแล้วจัดแจงนั่งบริกรรมภาวนาตามแบบวิชาของตน หวังเพื่อทดสอบที่จะรู้ถึงคุณวิเศษของหลวงพ่อรวย ว่าท่านเก่งจริงสมคำเล่าลือหรือเปล่า
หลวงพ่อรวย ท่านไม่ได้คิดอย่างอาจารย์เหลือ และไม่ว่าอะไรปล่อยให้นั่งบริกรรมไปต่อ พออาจารย์เหลือหลับตาภาวนานิ่งอยู่สักครู่ก็ลุกขึ้นไปกราบหลวงพ่อรวยแล้วกล่าวขอขมาโทษว่า
"ผมไม่ได้มาลบหลู่คุณธรรมของหลวงพ่อนะครับเพียงแต่ขอทดสอบดูให้เห็นจริง ตามที่ผู้คนเขาเล่าลือกัน ขอหลวงพ่อได้โปรดอภัยด้วย" ก็คงรู้แล้วว่า หลวงพ่อรวย ท่านทรงธรรมวิเศษประการใด ตั้งแต่นั้นมาอาจารย์เหลือศรัทธาเลื่อมใสมากขึ้น ขอรับเป็นผู้อุปัฎฐานเป็นเจ้าภาพสร้างลูกนิมติถวาย ๙ ลูก เป็นเงินจำนวนสองแสนบาท เพื่อร่วมกับเจ้าภาพคนอื่นสร้างอุโปสถหลังใหม่ที่กำลังดำเนินการอยู่
ก่อนกลับ หลวงพ่อรวยได้มอบพระสมเด็จผสมเส้นเกศา รุ่นสร้างอุโบสถให้ไปหนึ่งองค์ พออาจารย์เหลือกลับมาถึงบ้านนั้นเอง ก็อดใจไม่ไหว ทดลองพุทธคุณพระพิมพ์สมเด็จทันที ด้วยการเอาปืนจ่อยิงไปที่องค์พระในระยะเผาขน (ห่างไม่ถึงคืบ) เสียงปืนดังสนั่น แต่เป็นที่อัศจรรย์เหลือเกิน ลูกปืนตกปากกระบอกละลายหยดเหมือนน้ำตาเทียนเลยทีเดียว
เรื่องราวความศักดิ์สิทธิ์บุญฤทธิ์ของหลวงพ่อรวย ยังมีอีกหลายเรื่องตลอดถึงประสบการณ์ด้านวัตถุมงคลเครื่องรางของขลัง ที่นำเสนอนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ซึ่งจะได้รวบรวมไว้เป็นเรื่องๆในส่วนของประสบการณ์โดยตรงในตอนต่อๆๆ
ไป









|